[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
องค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำเย็น
 

หน้าหลัก
Button2
Button3
Button4
Button5
Button6
Button7 Button8

 

   
 
 
 

  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
ตามล่าหาสมบัติ แต่กลับต้องเจออะไรบางอย่าง  VIEW : 95    
โดย LSM

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 1
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 1
Exp : 20%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 223.205.234.xxx

 
เมื่อ : ศุกร์์ ที่ 3 เดือน กันยายน พ.ศ.2564 เวลา 15:31:23    ปักหมุดและแบ่งปัน

[ สปอยหนัง ] ตามล่าหาสมบัติ แต่กลับต้องเจออะไรบางอย่าง...ในสุสานใต้ดิน┃แดนหลอนสยองใต้โลก

หญิงสาวผู้คลั่งไคล้
การไขปริศนาจากอารยธรรมโบราณ
โดยเธอกำลังตามหาศิลาอาถรรพ์
ของ นิโคลัส เฟลมเมลบาคาร่า
ซึ่งการเล่นแร่แปลธาตุจากศิลาอาธรรพ์ชิ้นนี้
สามารถเปลี่ยนแปลงโลหะกลายเป็นทองคำ
และยังทำให้คนที่ครอบครอง
มีชีวิตอยู่เป็นอมตะได้
สวัสดีชาวฟิล์มยับทุกท่าน
คลิปนี้เป็นการสปอยหนังเก่า
ที่มีชื่อเรื่องว่า
As Above So Below
แดนหลอนสยองใต้โลก
ถ้าพร้อมแล้ว
มาเริ่มเรื่อง ไปพร้อมกันด้วยนะครับ
นักโบราณคดีคนนี้
เธอมีชื่อว่า
สการ์เล็ตต์ มาโรล
และวันนี้ เธอลักลอบเข้าประเทศอิหร่าน
แบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย
แม้โทษของมันจะร้ายแรงหากถูกจับได้
เธอจะต้องโดนฝังลงหลุมทรายลึกถึงคอ
และถูกกำแพงหินกดทับหัวจนสิ้นใจ
สาเหตุที่เธอแอบเข้ามาที่นี่
เพราะเธอเชื่อว่ายังคงมีร่องรอย
ชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่
แต่ทว่า วันนี้ จะมีการระเบิดทำลายอุโมงค์
ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
พอเธอมาถึง
เจ้าหน้าที่กำลังส่งสัญญาณเคลียร์พื้นที่อยู่พอดี
และช่องลับในห้องแห่งนี้
จะนำพาเธอเข้าไปยังอุโมงค์
จนกระทั่ง เรซ่า
พาเธอมาถึงกำแพงจารึกอักษรโบราณ
แต่เธอพอมีเวลาเหลือเพียงแค่2ถึง3นาที
จึงตัดสินใจเจาะรอยมาร์คกำแพงเข้าไปจนเจอกับ โรสคีย์
เธอรีบใช้กล้องถ่ายอักขระไว้ครบทั้งหมด
ขณะนี้
เริ่มมีเสียงนับถอยหลังก่อนจุดชนวนระเบิด
และระหว่างทางวิ่งหนีกลับ
เธอพบชายปริศนาคนหนึ่ง
คล้ายกับว่ากำลังหันมามองที่เธอ
ทันใดนั้น ระเบิดก็ทำงาน
เสียงในอุโมงค์ดังสนั่น พร้อมกับความมืดมิด
ถึงจะมองไม่เห็นอะไร
แต่ยังได้ยินเสียงของ เรซ่า เรียก
จนเธอกลับออกช่องประตูลับไปได้
เรซ่า จึงเตือน สการ์เล็ตต์
เหมือนที่เคยเตือนพ่อของเธอ
ไม่ว่าใครที่มาตามหาศิลาของเฟลมเมล
จะต้องมีอันเป็นไป
ทุกคนล้วนแล้วต้องเป็นบ้า
หรือไม่ ก็อาจจะต้องเสียชีวิตไป
เบนจี้ คนเป็นตากล้อง ถ่ายทำสารคดี
เกี่ยวกับการตามหาศิลาอาถรรพ์
ของ นิโคลัส เฟลมเมล
แล้วได้ข้อมูลเบื้องต้นมาว่า
การแกะรอยตามหาครั้งนี้
เธอสารต่อเรื่องพวกนี้จากพ่อ
ซึ่งพ่อของ สการ์เล็ตต์ มาโรล
ก็เป็นนักประวัติศาสตร์ ชื่อดัง
ในเรื่องการเล่นแร่แปรธาตุ
และตามหาศิลาอาถรรพ์มาทั้งชีวิต
กระทั่งมีคนกล่าวหาว่าพ่อของเธอ
เป็นบ้าก่อนปลิดชีพตัวเองจนเสียชีวิต
เมื่อ600ปีก่อน นักเล่นแร่แปรธาตุ
นิโคลัส เฟลมเมล อาศัยอยู่ในปาริส
ซึ่งว่ากันว่า เขาได้สร้างศิลาอาธรรพ์ได้สำเร็จ
เขาร่ำรวยและเป็นอมตะ
บริเวณพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นสุสานมาก่อน
และตอนนั้นมีโจรมาปล้นสุสาน
เพื่อต้องการศิลาอาถรรพ์ของ นิโคลัส เฟลมเมล
แต่พอขุดโลงศพเขาและภรรยาขึ้นมา
กลับกลายเป็นโลงเปล่าไม่พบอะไร
สุดท้ายนี้ก็คือ
แผ่นหน้าหลุมศพของ นิโคลัส เฟลมเมล
เขาออกแบบ และสลักอักษรเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ
ด้วยมือของเขาเอง
ซึ่งพ่อของ สการ์เล็ตต์ มาโรล
เคยบอกไว้ว่า
นี่คือคำใบ้จะบอกให้รู้ถึงที่เก็บของศิลาอาถรรพ์
แต่อักษรพวกนี้ยังคงเป็นปริศนาไขไม่ออก
จนกระทั่ง เธอเจอโรสคีย์ในตำนาน
ถ้านำอักษรของโรสคีย์ 
กับสัญลักษณ์จากแผ่นหน้าหลุมศพของนิโคลัส
มาถอดรหัสร่วมกัน จะได้ออกมาเป็น
ภาษาอราเมอิก
แต่ว่าเธอ แปลภาษาอราเมอิกไม่ออก
แล้วคนที่แปลภาษานี้ได้ก็คือ
จอร์จ แฟนเก่าของเธอครับ
สการ์เล็ตต์ พา เบนจี้มาที่โบสถ์
เพราะรู้ว่า จอร์จชอบมาซ่อมวัตถุโบราณตามสถานที่ต่างๆ
แล้วพบว่าเขาก็กำลังซ่อมนาฬิกาอยู่บนหอระฆัง
เธอเลยขอให้จอร์จช่วยแปลภาษาอราเมอิกให้
แต่ดูเหมือนว่า เขาจะเข็ดจากการช่วยเธอเมื่อครั้งก่อน
เพราะมันทำให้เขาโดนจับติดคุกในตุรกี
พอสการ์เล็ตต์บอกว่าพบโรสคีย์แล้ว
จอร์จก็เลยยอมช่วยแปลภาษาอราเมอิกให้
ทันใดนั้นก็มีเสียงระฆังดังขึ้น
และทุกคนในเมืองก็ได้ยินเสียงระฆังโบสถ์
เป็นครั้งแรกในรอบ 284ปี
พวกเขาเริ่มถอดรหัสที่แผ่นหน้าหลุมศพของนิโคลัส
ได้คำใบ้ว่า แอมโมเนีย ปูนขาว และหลังแท่นหลุมศพ
นั่นก็หมายความว่า
ให้นำส่วนผสมทั้งสองอย่างรวมกัน
ทาลงหลังแท่นแล้วจุดไฟ
ปรากฏว่า พบอักษรอราเมอิกเพิ่มอีกหนึ่งชุด
ซึ่งถ้านำคำใบ้ชุดนี้
ดูควบคู่กับสมุดบันทึกของพ่อสกาเล็ตต์
จึงตีความหมายถอดใจความออกมาได้ว่า
ศิลาอาถรรพ์ที่ถูกเก็บไว้
อยู่ครึ่งทางระหว่างแท่นหลุมศพกับประตูนรก
แปลว่า จากแท่นหลุมศพของเฟลมเมล
ลึกลงไปสุสานใต้ดินครึ่งหนึ่งก็คือ 370.5ฟุตนั่นเอง
สุสานใต้ดินที่นี่ เป็นอุโมงค์ยาว200ไมล์
และมีศพอยู่ในนั้น6ล้านศพ
แต่สุสานแห่งนี้ ไม่ผ่านหลุมศพของเฟลมเมล
แต่จอร์จคิดได้ว่า
เคยเกิดแผ่นดินยุบ เมื่อปี1774
ที่ถนนเดนเฟย์โรเชโร
สองปีต่อมาที่ บารี่เอเดนแฟร์
ยุบครั้งที่3ตรง ลูเออินรัวซอง
แล้วตรงนั้น อาจมุดเข้าไปได้
พวกเขาเริ่มสำรวจสุสานใต้ดิน
โดยมีเจ้าหน้าที่พาไป
ในนั้นมีคำเตือนมากมายตั้งแต่เข้าอุโมงค์
นี่คืออาณาจักรแห่งความตาย
เมื่อเสียงแตรดังขึ้น เหล่าคนตายจะฟื้นคืน
ศพพวกนี้มาจากสุสานเกี่ยวกับที่ฝังศพเฟลมเมล
แสดงว่า จากตรงที่พวกเขายืนอยู่
ถ้าทะลุกำแพงไปอีกครึ่งไมล์
จะพบกับศิลาอาถรรพ์ที่นั่น
แต่ว่า ต้องหาทางเข้าไปยังเขตหวงห้ามของสุสาน
อยู่ๆก็มีชายปริศนาคนหนึ่ง
บอกให้ไปที่ผับเลโซเคส
แล้วถามหาคนที่ชื่อว่า ปาปิยอง
เขาจะนำพาไปที่นั่นได้
พอเจ้าหน้าที่เรียกทุกคนกลับไปรวมกลุ่ม
เบนจี้ตากล้องยังคงบันทึกภาพอยู่
พอหันกล้องไปที่ชายปริศนาคนนั้นอีกครั้ง
กลับไม่พบใคร เขาหายไปอย่างลึกลับ
จากนั้น
พวกเขาได้เจอกับ ปาปิยอง ที่ผับ
แล้วขอให้พาไปอุโมงค์ลับของสุสานใต้ดิน
ในนั้นจะมีสมบัติ
แต่ ปาปิยอง มีเงื่อนไขครั้งนี้
ถ้าหากให้นำพาไปที่นั่น
ต้องแลกกับส่วนแบ่งสมบัติครึ่งหนึ่งกับเขาและเพื่อนๆ
สรุป ก็ยอมตกลงตามนี้ครับ
ปาปิยอง กับเพื่อนอีกสองคน
คือ ผู้ชายชื่อเซ็ด และ ผู้หญิงชื่อซูซี
พวกเขากำลังเตรียมอุปกรณ์ความพร้อม
เพื่อรับมือต่ออันตรายหากเกิดขึ้น
จะต้องมี ไฟฉาย แบตเตอรี่ น้ำดื่ม ยารักษา
เพราะมีอันตรายมากมาย ในอุโมงค์ตอนกลางคืน
มันเสี่ยงต้องเจอ ตำรวจ ค้างคาว หนู แมลง
โรคกลัวที่แคบ และอาจจมน้ำได้
จุดเริ่มต้น
ทุกคนเริ่มเดินตามเส้นทางรางรถไฟ
อุโมงค์รถไฟแรก ปาปิยอง พ่นสีใส่กำแพง
เป็นชื่อเล่นของเขา ทิ้งสัญลักษณ์ไว้
และอุโมงค์ต่อไปจะเริ่มมืดลง
ทุกคนติดไฟฉายที่หัว
เบนจี้ได้ติดกล้องเล็กให้ทุกคนไว้ด้วย
ก่อนที่จะมุดรอดใต้กำแพงเข้าไป
ดูเหมือนว่า จอร์จ จะไม่ไปด้วยคน
ตามที่ตกลงกับสการ์เล็ตต์ไว้ว่า
แค่จะช่วยแปลภาษาอราเมอิก ให้เพียงอย่างเดียว
ปาปิยองชักชวนให้จอร์จไปด้วยกัน
อยู่ๆก็มีชายแปลกหน้าวิ่งเข้ามาปะทะใส่ปาปิยอง
สถานการณ์ตกใจของทุกคน
จึงรีบมุดรอดเข้าไปในอุโมงค์
แล้วชายแปลกหน้าคนนั้นก็หายไป
จอร์จเลยจำเป็นต้องไปด้วย
พอเบนจี้ติดไฟฉายกล้องเล็กให้กับจอร์จ
ถึงได้รู้ว่า ที่จอร์จจะไม่ยอมไปก็เพราะ
เขากลัวที่แคบ มันเกิดจากปมที่น้องชายของเขา
จมน้ำเสียชีวิตในถ้ำตอนเด็ก
สการ์เล็ตต์ เข้ามาปลอบใจจอร์จ
แล้วขอโทษเรื่องที่เคยทิ้งจอร์จไว้ที่คุกตุรกี
แต่เขาก็ยังโกรธเธออยู่ดี
ที่ต้องเข้าอุโมงค์มาด้วย
เพียงเพราะแค่อยากจะแปลอักษรให้อย่างเดียว
ปาปิยอง เริ่มนำทาง แล้วชี้ให้ทุกคนเห็น
ชื่อเล่นที่เขาเคยพ้นสีทิ้งไว้
บ่งบอกให้รู้ว่าเคยมาที่นี่จริงๆ
ผ่านทางแรกเข้าไปจะเริ่มมีน้ำขังที่พื้น
สังเกตุได้ชัดว่า จอร์จ มีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
พอเดินเข้าไปอีก
น้ำตรงทางเดินในอุโมงค์จะลึกขึ้นเรื่อยๆ
ถึงตรงทางแยกเลี้ยวซ้ายต้องไหว้น้ำไป
พวกเขาเลือกไปทางขวา
เพราะเดินได้สะดวกกว่า
ผ่านไปไม่นาน ปาปิยองเจอถ้วยเทียน
มันยังมีความร้อนอยู่
แสดงว่ามีคนอื่นอยู่ในนี้
อยู่ๆก็มีเสียงคล้ายกับบทสวดดังขึ้น
พวกเขาเดินไปดูใกล้ๆห้องนั้น
เหมือนกับว่า กลุ่มคนด้านใน
ทำพิธีกรรมอะไรบางอย่าง
ปาปิยองบอกว่า
ชอบมีคนแปลกๆเข้ามาทำอะไรแบบนี้ที่นี่
พวกเขาไม่ได้สนใจอะไร
แล้วก็เดินทางกันต่อครับ
พอเดินไปสุดทางตัน
มันมีสองประตูให้เลือกทางใดทางหนึ่ง
ซึ่งในแผนที่ของ สการ์เล็ตต์
บอกให้ไปทางประตูขวาจะใกล้กว่า
แต่มันมีก้อนหินซ้อนกันเป็นชั้นๆปิดทางกั้นประตูเอาไว้
สการ์เล็ตต์ เลยหยิบก้อนหินออกทีละก้อน
แต่ ปาปิยอง คนชำนาญทาง
บอกให้ไปประตูฝั่งซ้าย
แล้วต้องรอดผ่านกองกระดูก และมีหนู
เขาให้เหตุผลว่า ทางที่เธอบอกนั้น ไม่ควรไป
เพราะเพื่อนของเขาที่ชื่อ ลาทูฟ ซึ่งแปลว่า ตัวตน
เคยไปทางนั้นแล้ว และก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
ทุกคนก็เลยยอมฟังปาปิยองครับ
จากนั้น ทุกคนได้คลานรอดผ่านช่องประตูทีละคน
และเบนจี้เป็นคนสุดท้ายที่มุดตามเข้าไป
แต่ดูเหมือนว่าตัวเขาใหญ่เกินไปจึงทำให้ตัวเขาติด
มันทำให้เขาหายใจไม่ค่อยออก
สภาวะความกลัวของเขาได้เกิดขึ้น
พร้อมกับมีตัวอะไรบางอย่างกัดเขา
ทันใดนั้น เสียงถล่มดังขึ้น
เบนจี้จึงรีบคลาน และเพื่อนๆก็ดึงตัวเขาออกมาได้
ปรากฏว่า ช่องประตูกองเนินกระดูกถล่มจนตัน
แล้วพบว่าตรงที่พวกเขายืนอยู่
มันเป็นจุดเดิมก่อนที่จะมุดเข้าประตู
เพราะสังเกตุเห็นได้ว่า
ประตูที่ สการ์เล็ตต์ หยิบก้อนหินออกทีละก้อน
มันคือร่องรอยเดิมครับ
จากนั้น ทุกคนก็เลยตัดสินใจ
พังประตูก้อนหินนั้นเข้าไป
แต่กลับพบว่า
มันเป็นทางเดิมทางแรก ตอนที่เริ่มเข้ามายังอุโมงค์
เพราะที่กำแพงมีสัญลักษณ์ชื่อที่ปาปิยองพ่นเอาไว้
แต่ปาปิยองก็ยืนยันทั้งสาบาน
ว่าไม่เคยเข้ามาทางนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ทันใดนั้น
ก็มีเสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้นในอุโมงค์
ถึงแม้ว่าองค์การโทรศัพท์
จะเคยเดินสายผ่านในนี้
แต่เมื่อ50ปีก่อน ได้มีการรื้อสายออกไปแล้ว
พอเดินเข้าไปอีกนิด
จอร์จได้เห็นป้าย บารี่เอเดนแฟร์
ที่เคยบอกสการ์เล็ตต์
ว่าตรงนี้เคยดินถล่ม
แล้วอาคารบ้านเรือนถล่มลงมา
และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
จากนั้นก็เจอกับเปียโนหลังเก่า
มันคล้ายกับที่จอร์จเคยมีเมื่อตอนเด็ก
เขากับน้องชายเล่นกันประจำ
เล่นเป็นอยู่เพลงเดียว แต่เล่นไม่จบ
เพราะลิ่มคีย์เอโฟร์มันเสีย
เขาคิดถึงแดนนี่น้องชายของเขา
ก็เลยลองเล่นเพลงนั้นอีกครั้ง
ปรากฏว่า ลิ่มคีย์เอโฟร์มันดันเสียเหมือนกับของเขา
อยู่ๆเสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้น
แต่ครั้งนี้ สการ์เล็ตต์ วิ่งตามเสียงไปจนเจอ
เธอยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาฟัง
มีเสียงชายแก่พูดว่า
“ทำไมไม่คุยกับฉันสการ์เล็ตต์”
ทันใดนั้นก็มีชายปริศนาพูดว่า “ไม่น่าเข้ามาเลย”
เขาบอกทั้งลูซี่ และทุกคนว่าไม่น่าเข้ามาเลย
พอไฟฉายที่หัว ส่องไปเห็นก็ปรากฏว่า
เขาคือ ลาทูฟ เพื่อนในกลุ่มของปาปิยอง
ดูเหมือนว่าลาทูฟจะโกรธปาปิยองมาก
ที่ไม่เข้ามาตามหาเขาเลย
จากนั้นลาทูฟก็ให้ตามเขาไป
เพราะรู้ว่าทุกคนกำลังหาทางออก
แต่ไม่ทันไร เสียงลั่นของอุโมงค์ได้ดังขึ้น
อุโมงค์กำลังจะร้าว
ลาทูฟบอกว่า ทางออกมีทางเดียว
คือต้องลงไปในบ่อลึกนั่น
ซึ่งมันก็ทำให้ สการ์เล็ตต์คิดได้ว่า
ตรงจุดนี้คือกึ่งกลางของสุสาน
และอาจจะเจอห้องลับที่ตามหากันอยู่
จากนั่นก็โรยตัวลงไปทีละคน
แต่อยู่ๆตะขอเกี่ยวของเบนจี้ดันหัก
ตัวเขาสไลด์เชือกลงมา
เลยทำให้มือของเขานั้นบาดเจ็บ
สการ์เล็ตต์ ทำแผลให้เบนจี้
แล้วออกเดินทางกันต่อ
แต่ระหว่างทางเดิน
จอร์จ ตกลงบ่อน้ำขนาดเล็ก
ทำให้มีเสียงคล้ายกับว่า
หูอื้อแบบจมน้ำ แล้วเสียงแสบแก้วหูก็ดังลั่น
ในขณะเดียวกันกับกล้องของเบนจี้
บันทึกภาพเด็กน้อยคนหนึ่งไว้ได้
ซึ่งเด็กคนนั้น คล้ายกับน้องชายของจอร์จ
ก่อนจะเข้าสู่สภาวะปกติ
จากนั้นทุกคนก็ได้พบประตูทางเข้า
แต่ทว่า มันเป็นทางตัน
จึงเกิดความวุ่นวายของหมู่ขณะ
เพราะโทษว่า ลาทูฟ นำพามาผิดทาง
พอทุกคนใจเย็นลง
จอร์จ ก็ได้เห็นรอยแกสลักที่หิน
มันมีลักษณะคล้ายพญาแล้ง
ซึ่งสการ์เล็ตต์ แปลความหมายได้ว่า นำทางไป
เธอเดินไปข้างหน้าแล้วได้พบรูปตัวด้วง
แปลได้ว่า มันคือกลไกอย่างหนึ่ง
เหมือนการซ่อนสุสานแบบฟาโรห์
นั่นก็หมายความว่า
ตรงนี้ มีกุญแจเปิดล็อคแบบของอียิป
แต่ถ้าไขปริศนาไม่ถูก
ทุกคนอาจจะต้องโดนเพดานถล่มลงมาทับร่าง
จอร์จและสการ์เล็ตต์ ถอดปริศนาได้
จึงตัดสินใจ เลือกดันก้อนหิน ก้อนที่7
แล้วประตูก็เปิดออก
สการ์เล็ตต์ รีบมุดช่องเข้าไป
ข้างในนั้นมีศพของชายผู้สูงอายุ
ซึ่งเสียชีวิตมาแล้ว 700ปี
แต่ดูเหมือนกับว่า ศพจะยังไม่เน่าเหม็น
และข้างกายของเขามีรอยแกะสลัก
เป็นคำขวัญของการเล่นแร่แปลธาตุ
แล้วยังเขียนอีกว่า
เข้าไปเยี่ยมชมส่วนภายในของโลก
ถ้าจัดวางถูกที่ คุณจะพบกับศิลาที่ซ่อนอยู่
สการ์เล็ตต์ คิดว่าไม่ใช่ตรงนี้
และอาจจะต้องลงไปอีก
เพราะในบันทึกสมุดพ่อของสการ์เล็ตต์
เขียนไว้ว่า
พญาแล้งนำทางไป
ด้วยแสงสุขใสในวันมืดมิด
จากนั้น เธอให้ทุกคนปิดไฟ
เลยเห็นแสงสะท้อนออกมาจากบ่อน้ำเล็ก
เธอลองดำน้ำมุดเข้าไป
ปรากฏว่า มีอีกห้องหนึ่ง
ซึ่งแสงที่เห็นนั่น มาจากคบเพลิงที่ติดไฟได้ไม่มีวันดับ
ด้วยสะสารทั้งหมดมันเกิดจากศิลาอาถรรพ์
ในห้องนี้ ล้วนแล้วเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่ำมากมายวางกองอยู่
และทุกคนก็ตามเข้ามา
พอได้เห็นกับตา พวกเขาก็ดีใจอย่างมาก
แต่ ลาทูฟ เขาไม่ออกการดีใจเลยด้วยซ้ำ
สการ์เล็ตต์และจอร์จ
ไขปริศนาต่อตามเรื่องเล่าในตำนานยุคโบราณอียิป
จนพบกับศิลาอาถรรพ์ได้อย่างง่ายดาย
พอสการ์เล็ตต์หันไปเห็นปาปิยองกับเซ็ด
กำลังงัดลูกกรงจะเข้าไปเอาสมบัติ
เธอก็ทักทันทีว่า นั่นมันเป็นกับดัก
แต่เธอเตือนไม่ทันก่อนประตูลูกกรงจะหลุดออก
ทันใดนั้นกำแพงก็ถล่มลงมาอย่างรุนแรง
พบว่าเซ็ดนั้นบาดเจ็บตรงดั่งจมูกเล็กน้อย
ส่วนซูซี่นั้นถึงกับแขนหักข้างซ้าย
แต่ปรากฏว่าลาทูฟได้หายไป
จอร์จเลยพยายามจะยกหินตามหาลาทูฟ
แต่ตอนนี้ แขนของซูซี่อาการสาหัสมาก
สการ์เล็ตต์ก็เลยลองขุดศิลาอาธรรพ์ใส่แขนซูซี่
ผ่านไปไม่นาน แผลของซูซี่หายไปอย่างน่าอัศจรรย์
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทำให้ จอร์จกับสการ์เล็ตต์คิดได้ว่า
จะต้องมีประตูทางออกอีกทางแน่นอน
และสการ์เล็ตต์ ก็สังเกตุเห็นว่า
มีรอยสลักที่บ่งบอกให้รู้ถึงความหมาย
นั่นก็หมายความว่า
ในตัวของเราเป็นอย่างไร ภายนอกก็เช่นกัน
บนโลกเป็นอย่างไร บนสวรรค์ก็เช่นกัน
แล้วเธอคิดออกได้ว่า
รอยสลักรูปประตูอยู่ด้านบน
ก็แสดงว่า ด้านล่างก็ต้องมีประตูเช่นกัน
จากนั้นเธอก็เลยทุบพื้นให้แตก
จะเห็นได้ว่า มีน้ำใหลลงไปได้
พอทุกคนโรยตัวลงไป
ก็พบสัญลักษณ์ตรงกำแพง
จอร์จไขปริศนาได้คำตอบว่า
จงทิ้งทุกความหวัง ผู้ย่างก้าวเข้ามา
เพราะจากตำนานที่บันทึกบนประตูนรก
กำลังจะบอกว่าทางที่กำลังจะเข้าไป
มันคืออาณาจักรแห่งความมืดมิด
โดยการคลานเข้าไปอย่างช้าๆ
แต่ก็พบห้องหนึ่งซึ่งมันคล้ายกับห้องที่มาก่อนหน้านี้
เพียงแต่มันกลับด้านกันและมันกลับหัวทั้งหมด
อยู่ๆปาปิยองก็ตกใจที่ประตูรอดเมื่อกี้นี้ได้หายไปเฉยๆ
ทุกคน ตัดสินใจเดินทางย้อนกลับทางเดิม
และพบว่าศพของชายผู้สูงอายุที่นอนนั่น
เปลี่ยนกลายเป็นศพเน่าเหม็น
อยู่ๆก็ได้เจอกับลาทูฟอีกครั้ง
เขาดูไม่ปกติ เขาดูมีอาการคลั่งคล้ายกับผีเข้า
แล้วจับซูซี่กดหัวทุบกับพื้นหลายครั้ง
แต่น่าเสียดาย ที่ศิลาอาธรรพ์ช่วยชีวิตเธอไว้ไม่ได้
แล้วลาทูฟเขาวิ่งหนีหายตัวไปในความมืดสนิท
ปาปิยอง เสียใจได้ไม่นานก็ต้องเดินทางกันต่อ
แต่สภาพจิตใจของเบนจี้ไม่ค่อยจะดีนัก
เพราะก่อนจะโรยตัวลงไป
เขาหูแว่วเริ่มได้ยินอะไรบางอย่าง
เขาหันหน้ามองหาที่มาของเสียงนั่น
ก็ดันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังอุ้มลูกกรีดร้องใส่เขา
ทำให้เขาขวัญผวามากๆ
ร่างของเขาจึงตกลงมากระแทกพื้นอย่างรุนแรง
แล้วชีพจรของเบนจี้ก็ดับลง
การจากไปของเขาทำให้ สการ์เล็ตต์ เสียใจมากๆ
พอทุกคนเดินทางมาถึง
ช่องประตูกองเนินกระดูก
จอร์จมีอาการเหมือนเห็นภาพหลอน
เขาเห็นแดนนี่น้องชายของเขาอยู่โพรงใต้กระดูก
เขาพยายามจะเอากระดูกออกเพื่อช่วยน้องชายออกมา
เขาคลั่งหนักมาก เพราะคิดว่านี่เป็นเรื่องจริง
แล้วสการ์เล็ตต์ก็ดึงสติเขากลับมา
อยู่ๆก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนในอุโมงค์
พวกเขาเดินตามเสียงนั่นไปจนเจอ
รถคันหนึ่งโดนไฟลุกไหม้ท่วมทั้งคัน
และในนั้นมีเด็กที่นั่งอยู่ในรถอย่างไม่รู้สึกอะไร
ปาปิยองหวาดผวาทันที
เขาบอกว่า ไม่ใช่ความผิดของเขา
แล้วตัวของเขาก็ลอยไปหาน้องคนนั้น
เขาโดนดึงและยุบลงไปในใต้ดิน
เหลือเพียงขาสองข้างโผล่ขึ้นมา
แต่ก็ไม่มีใครช่วยไว้ได้
ทุกคนวิ่งหนีออกมาด้วยความตื่นกลัว
พอตั้งสติกันได้ ก็ค่อยๆไปกันแบบระวังตัว
แต่อยู่ดีๆ ก็มีคนในชุดสีดำ เดินตัดผ่านหน้าพวกเขา
มันเกือบทำให้พวกเขาเสียสติอีกครั้ง
ทุกคนเริ่มทำใจได้ก็ไปกันต่อต้องไม่ย้อนหลังกลับ
จากนั้นก็เห็นสิ่งลึกลับมากมาย
พร้อมกับเสียงโหยหวนในอุโมงค์
ทันใดนั้นก็มีวิญญาณรอบทำร้ายจอร์จ
เขาโดนกัดที่ลำคอและเสียเลือดมาก
สการ์เล็ตต์ ใช้ศิลาอาถรรพ์ช่วยเขาไม่ได้
เธอเลยทวนคำใบปริศนาอีกครั้งว่า
เข้าไปเยี่ยมชมส่วนภายในของโลก
ถ้าจัดวางถูกที่ คุณจะพบกับศิลาที่ซ่อนอยู่
เลยทำให้เธอคิดออกว่า
ศิลาที่ซ่อนอยู่ มันไม่ใช่ก้อนนี้
แต่ต้องนำไปวางให้ถูกที่ ถึงจะพบ
เธอเลยตัดสินใจวิ่งย้อนกลับไป
เพื่อเอาศิลามาช่วยจอร์จ
แต่ระหว่างทางเดินน้ำที่เธอตกลงไป
มันเปลี่ยนจากน้ำกลายเป็นสีเลือด
เธอขึ้นพ้นออกมาพร้อมกับความกลัว
แล้วก็ได้เห็นร่างของคนถูกแขวนเชือกโดนปิดหน้า
เธอสงสัยเดินไปเปิดดู
พบว่าผู้หญิงคนนี้กรีดร้องลั่นจนเธอตกใจ
พอเธอรีบมุดประตูน้ำ เข้าห้องสมบัติไปได้
เธอเอาศิลาไว้ที่เดิม แล้วสังเกตุเห็นกระจกทรงกลม
สะท้อนเห็นตัวเธอเอง
ตอนนี้อาการของจอร์จหนักขึ้นเพราะเลือดออกเยอะ
และเซ็ด ก็มีอาการหวาดกลัว
สการ์เล็ตต์ เธอรีบวิ่งกลับไปพร้อมกับบรรยากาศอันมืดมิด
ทันใดนั้นเอง ก็ได้เห็นว่าพ่อของเธอถูกแขวนร่างอยู่ตรงนั้น
เธอรีบเข้าไปกอดซบอกพ่อ
แล้วบอกขอโทษ ที่คืนนั้นไม่ได้รับโทรศัพท์ของพ่อ
เพราะความผิดพลาดของเธอในครั้งนั้น
เธอไม่คิดว่าพ่อจะเสียใจมากๆ
ถึงแม้จะสายไปแล้ว แต่เธอก็เสียใจไม่น้อยเช่นกัน
และร่างของพ่อเธอ ก็จางหายไปในพริบตา
จากนั้นเธอก็รีบวิ่งผ่านความมืด
และฝ่าดวงวิญญาณในอุโมงค์
จนกลับมาพบจอร์จและเซ็ด
เธอไม่รอช้า แล้วจูบจอร์จด้วยความจริงใจ
เพราะเธอทำตรงกับภายในจิตใจและแสดงมันออกมา
แล้วอาการบาดเจ็บของจอร์จก็หายอย่างน่าอัศจรรย์
พอวิ่งกลับไปต่อ กลับต้องเจอบ่อลึก
สการ์เล็ตต์ ถามจอร์จถึงความผิดพลาดของเขา
ว่าทำไมถึงยังเสียใจเรื่องน้องชายที่เคยจมน้ำ
จอร์จเล่าให้ฟังว่าแดนนี่ขาติดตอนเล่นน้ำ
และเขาสัญญาว่าจะตามคนมาช่วย
แต่เขาดันเดินหลงทาง
เลยกลับไปช่วยน้องชายเขาไม่ทัน
ส่วนเซ็ดนั้นเคยทำผู้หญิงท้อง และรู้ดีว่าเด็กในท้อง
คือลูกของเขา แต่เขาไม่รับผิดชอบ
นั้นคือความผิดพลาดที่ทุกคนก็ยังคงเสียใจ
จากนั้นทั้งสามคนจับมือพร้อมกระโดดลงไปพร้อมกัน
แล้วพบว่า ด้านล่างมีลักษณะคล้ายกับฝาท้อ
แต่มันเปิดขึ้นไม่ออก
จอร์จคิดได้ว่า ต้องผลักมันลงไปแล้วก็เลื่อนฝานั่น
ปรากฏว่า มันคือทางออกที่กลับหัว
พวกเขาเอากล้องของเบนจี้ออกไปก่อน
แล้วออกมาทีละคน
แล้วดูเหมือนว่า
ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ
ในเทปบันทึกภาพจากกล้องของเบนจี้
ที่เคยสัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้
สการ์เล็ตต์ ได้อธิบายถึงการตามหาของศิลาอาธรรพ์ไว้ว่า
เธอไม่ใช่คนตามล่าหาสมบัติเพื่อความร่ำรวย
แต่เธอเพียงศึกษาประวัติศาสตร์
เรื่องการเล่นแร่แปรธาตุ
เพราะสิ่งเหล่านี้มันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากที่สุด
และทั้งหมดนี้ เธอแค่อยากรู้ความจริงเท่านั้น
และหนังก็จบลงเพียงเท่านี้
เกร็ดแง่คิดเล็กๆน้อยๆจากหนังเรื่อง
As Above So Below แดนหลอนสยองใต้โลก
หากใครเคยทำอะไรผิดพลาด จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
จงรับผิดชอบความจริงที่เกิดขึ้น
แล้วสำนึกผิดให้ได้ทั้งภายในจิตใจ
และภายนอกที่แสดงออกมา
หากใครที่ชอบคลิปแบบนี้
ฝากกดแชร์ กดไลค์ กดติดตาม
เป็นกำลังใจดีๆให้ฟิล์มยับด้วยนะครับ
สำหรับค่ำคืนนี้ สวัสดีครับ




 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

นับจำนวนผู้เข้าชม